สร้างเว็บEngine by iGetWeb.com
Cart รายการสินค้า (0)

NK Cell นักฆ่าผู้ไม่ปราณีต่อมะเร็ง หรือเซลล์ติดเชื้อ

NK Cell นักฆ่าผู้ไม่ปราณีต่อมะเร็ง หรือเซลล์ติดเชื้อ

NK Cell นักฆ่าผู้ไม่ปราณีต่อมะเร็ง หรือเซลล์ติดเชื้อ

การทำงานร่วมกันของเซลล์ภูมิคุ้มกันกับ เซลล์เพชฌฆาต(NK Cells) เซลล์เม็ดเลือดขาว และ T Cells เพื่อเอาชนะเซลล์มะเร็งและเซลล์ติดเชื้อ
NK Cell เป็นเซลล์สำคัญในระบบภูมิคุ้มกันซึ่งเป็นด่านแรกในการปกป้องร่างกายจากเชื้อโรค และสิ่งที่มาคุกคาม เมื่อ NK Cell ถูกกระตุ้นจะมีปฏิกิริยาตอบสนอง 2 ประการ คือ
1. ปล่อยสารสื่อโปรตีน ซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกัน ให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ
2. ทำหน้าที่เป็นเซลล์นักฆ่าที่มีประสิทธิภาพสูงในการทำลายเซลล์ที่ติดเชื้อ รวมถึงเซลล์มะเร็ง

เซลล์เม็ดเลือดขาวเพชฌฆาต(NK Cell) ประกอบด้วยเซลล์ 2 ชนิด คือ

1. Natural Killer Cells เซลล์นี้มีความจำเพาะ ต่อเซลล์มะเร็ง โดยจะมีตัวจับเข้ากับผิวของเซลล์มะเร็ง ที่เฉพาะเจาะจง แล้วปล่อยสารที่มีฤทธิ์ทำลายเซลล์มะเร็งเข้าไป
2. Cytokines Induced Killer Cells มีกลไกการทำลายเซลล์มะเร็งที่แตกต่างกันออกไป โดยจะมีความสามารถในการรับรู้สภาวะแวดล้อมรอบกลุ่มเซลล์มะเร็ง (Tumor Microenvironment)ซึ่งเป็นสภาวะที่ไม่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของเซลล์ปกติ เมื่อเซลล์ Cytokines Induced Killer Cells ตรวจพบกลุ่มเซลล์มะเร็งแล้ว จะเคลื่อนตัวเข้าไปสัมผัสเซลล์มะเร็งแล้วปล่อยสารออกฤทธิ์หลายชนิด เช่น Perforin, IFN-g, RANTES, MIP1a และ MIP1b สารเหล่านี้บางชนิดจะทำลายผนังเซลล์มะเร็ง บางชนิดก็ออกฤทธิ์ฆ่าเซลล์มะเร็งแบบเดียวกับเซลล์ T Helper1 Cell

จากกลไกการทำลายเซลล์มะเร็ง ของเซลล์เม็ดเลือดขาวเพชฌฆาต ทำให้มีความหวังด้านการรักษามะเร็งโดย การเพิ่มเซลล์เพชฌฆาตให้กับผู้ป่วยมะเร็งที่ มีอัตรการแพร่กระจายสูง หรือรักษาด้วยวิธีอื่นๆได้ผลไม่ดีพอ หรือผู้ป่วยไม่สามารถรับกับผลข้างเคียงของการรักษา จากการรักษาด้วยวิธีอื่นๆ ซึ่งมะเร็งที่มีอัตราการแพร่กระจายสูงได้แก่ มะเร็งเม็ดเลือด มะเร็งตับ มะเร็งกระเพาะอาหาร มะเร็งปอด มะเร็งโพรงจมูก มะเร็งรังไข่ มะเร็งไต และมะเร็งอื่นๆ

Credit : นิตยสาร The Journal of Immunology ฉบับเดือนกุมภาพันธ์ มีรายงานการวิจัยถึงสองฉบับ นำโดย ดร.Christian Munz, Ph.D. และ ดร.Guido Ferlazzo,Ph.D.จากมหาวิทยาลัย Rockefeller University โดยรายงานดังกล่าว มีการค้นพบว่า NK Cells จำเป็นต้องถูกกระตุ้น และเคลื่อนตัวโดยเซลอื่นๆ เพื่อค้นหา และทำการทำลายเชื้อโรค และยังตั้งสมมุติฐานว่า การทำงานของ NK Cells สามารถ “ปรับปรุง (tailored)” หรือ “ปรับเป้าหมาย (targeted)” เพื่อให้ภูมิคุ้มกันทำงานอย่างสมบูรณ์

***ประโยชน์ ของสารสกัดจากงาดำ “เซซามิน” ***
1. ต้านการอักเสบทุกชนิดของร่างกาย
2. เพิ่มประสิทธิภาพให้กับเซลล์นักฆ่า
3. ควบคุมระบบภูมิคุ้มกันให้มีประสิทธิภาพ
4. ฟื้นฟูเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย
5. อาหารเป็นยา คือ งาดำ
“กินอาหารเป็นยา ดีกว่า กินยาเป็นอาหาร

เซซามินที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง

มีการศึกษาวิจัยพบว่า เซซามิน เป็นสารที่มีคุณบัติ ที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็ง โดยทำให้เซลล์มะเร็งมีอายุสั้นลง จากการทดลองในห้องปฏิบัติการผลปรากฏว่า สารเซซามิน สามารถลดการแสดงออกของโปรตีน Cyclin D1 ได้โดยการไปกระตุ้นการสลาย Proteasome เมื่อ Cyclin D1 หมดฤทธิ์ เซลล์มะเร็งก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการสลายตัวเองตามปกติ ซึ่งเป็นกลไกที่สำคัญในการยับยั้งการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็ง

Credit ข้อมูลจาก : สรรพคุณมหัศจรรย์แห่งเซซามิน, รศ.ดร. ปรัชญา คงทวีเลิศ

การอธิบายการทำงานของเซลล์ NK Cell “สารเซซามิน”จะอยู่ในส่วนของสารกระตุ้นเม็ดเลือดขาว NK Cell ในการสร้าง IL-2 ให้มากขึ้น
งานวิจัย ที่ได้ทำการศึกษาที่หน่วยวิจัยที่มีความเป็นเลิศทางด้านวิศวกรรมเนื้อเยื่อและเซลล์ต้นกำเนิด (Thailand Excellence Center for Tissue Engineering and Stem Cells) พบว่า
1. สารสกัดเซซามินบริสุทธิ์ สามารถยับยั้งการทำงานของสารสื่ออักเสบ ชนิด IL-1 Beta ได้ โดยการศึกษา ได้ทำการวิจัยในเซลล์กระดูกอ่อนที่ถูกกระตุ้นด้วย IL-1 Beta และเซซามิน จากนั้นทำการศึกษาระดับโมเลกุลและพบว่า สารเซซามิน สามารถยับยั้งการออกฤทธิ์ของ IL-1 Beta ได้ เป็นผลทำให้มีการลดลงของเอนไซม์ MMP13 ที่ไปย่อยสลายคอลลาเจนและสารชีวโมเลกุลอื่นในกระดูกอ่อน ได้อย่างชัดเจน
2. สารสกัดเซซามินบริสุทธิ์ สามารถลดปริมาณการสร้าง หรือสังเคราะห์ของสารสื่ออักเสบชนิด Interleukin-1 Beta และ Tumor Necrosis Factor-Alpha ได้ ซึ่งเป็นผลจากการศึกษาวิจัย โดยการกระตุ้นเซลล์เม็ดเลือดขาวด้วยเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ H1N1 ซึ่งเป็นผลทำให้การหลั่งสารสื่ออักเสบเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อได้รับสารสกัดเซซามิน ร่วมด้วย จะทำให้มีการสร้าง และปล่อยสารสื่ออักเสบ IL-1 Beta ออกมาลดลงอย่างเห็นได้ชัดเจน แสดงดังรูป
“กินอาหารเป็นยา ดีกว่ากินยาเป็นอาหาร”

view